ผมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกับกิจการของสหกรณ์ในฐานะคณะกรรมการ ตั้งแต่ปีแรกๆเมื่อจดทะเบียนเป็นสหกรณ์(ก่อนหน้านี้เป็นการดำเนินการแบบสวัสดิการ) โดยสมัครเข้ารับเลือกตั้งจาก กลุ่มโรงพยาบาล
และเป็นกรรมการชุดแรกที่ริเริ่มการกู้เงินธนาคารมาปล่อยให้สมาชิกกู้ ต้องเป็นผู้ค้ำประกันกับธนาคาร(ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเรื่องที่ถือว่าเสี่ยงมาก คณะกรรมการบางท่านตัองลาออก เนื่องจากคู่สมรสไม่ยินยอม)
ต่อมา ผมได้สมัครเป็นกรรมการใน กลุ่มคณะกรรมการกลาง พบว่ามีผู้สมัครบางคนมีการแจกของเหมือนนักการเมือง และได้รับการเลือกให้เป็นกรรมการ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า มีคุณสมบัติที่ไม่ด้อยกว่าผู้สมัครกรรมการเหล่านั้น แต่สมาชิกเป็นผู้ตัดสิน จึงตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสหกรณ์อีก ยกเว้นในฐานะสมาชิกธรรมดา
ต่อมาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2543 มีปัญหา สมาชิกไม่รับรองผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการ ผมเดินทางไปห้องประชุมช้า และถูกจับตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานกรรมการ ปี 2544 โดยบังเอิญและจำใจ
ด้วยเหตุนี้ผมจึงลาออกเมื่อทำงานครบ 1 ปี เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบปกติของสังคม
หลังจากนั้นได้สมัครเสนอตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานคณะกรรมการ ในวาระ 2546-2547
จากการได้สัมผัสกับระบบการทำงานของคณะกรรมการหลายวาระ ผมมีความเห็นว่าควรต้องมีการปรับระบบการบริหารจัดการที่ยังไม่ชัดเจน
เมื่อต้องรอ 2 ปีตามวาระ จึงเสนอรูปแบบของการสมัครเป็นทีม เพื่อนำผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกัน คุยกันในหลักการไว้ล่วงหน้ามาร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ ไม่เช่นนั้น คณะกรมการที่เข้ามาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ก็จะทำตามกระแสอย่างเดียว เพื่อเอาใจสมาชิก
ผมยืนยันว่า หลักการสหกรณ์เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องยึดถือ หากสมาชิกท่านใด(รวมทั้งกรรมการท่านใด) เห็นว่ากระบวนการที่ผมและคณะกรรมการส่วนใหญ่ ดำเนินการไม่ถูกต้อง ก็สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหา ตามระเบียบและข้อบังคับได้ แต่ไม่อยากเห็นสมาชิก(และคณะกรรมการบางท่าน) ไปเลียนแบบวิธีการเมืองระดับประเทศ
ทำตัวเหมือนนักการเมืองไปได้ เฮ้อ
Saturday, November 24, 2007
Subscribe to:
Comments (Atom)