Sunday, January 6, 2008

เลือกตั้งกรรมการสหกรณ์ คิด คิด คิด

วันที่ 26 มกราคม 2551 จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งในวันนั้นจะต้องมีการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ แทนผู้ที่หมดวาระลง จำนวน 8 ท่าน เป็นผู้แทนจากกรรมการกลาง 4 ท่าน ผู้แทนจากโรงพยาบาลชุมชน 3 ท่าน และ ผู้แทนจากสาธารณสุขอำเภอ 1 ท่าน

ผมเคยเป็นกรรมการและประธานกรรมการหลายสมัย ในปีที่แล้ว ผมเสนอรูปแบบของการสมัครเป็นทีม เพื่อนำผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกัน คุยกันในหลักการไว้ล่วงหน้ามาร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ ไม่เช่นนั้น คณะกรรมการที่เข้ามาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ก็จะทำตามกระแสอย่างเดียว เพื่อเอาใจสมาชิก

ปีนี้ก็ยังคงยืนยันว่า ผู้ที่เข้ารับเลือกตั้งควรจะรวมทีมและกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อการพัฒนาสหกรณ์
และเพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของทีม ผมเสนอว่า ทีมที่จะเข้ามาใหม่ต้องศึกษาแนวคิดของคณะกรรมการที่เหลืออยู่เดิม และเสนอแนวนโนบายที่เมื่อได้รับเลือกเข้ามาแล้ว สามารถเดินร่วมกันไปได้

ผมอยากจะเชียร์ให้ชัดเจนว่าควรเลือกทีมไหน เพราะจะต้องทำงานร่วมกัน
แต่ก็ต้องในสถานที่อื่น
ตรงนี้ ก็ได้แต่ละเมอ บอกว่า
มีทีมเดียวที่เข้ามาคุยกับประธาน(ที่ต้องทำงานต่ออีก 1 ปี) ถึงเรื่องแนวคิดด้านนโยบายอย่างเป็นจริงเป็นจัง

ไปเสาะหากันเองนะครับ

Saturday, November 24, 2007

กรรมการสหกรณ์ ไม่ใช่ นักการเมือง

ผมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกับกิจการของสหกรณ์ในฐานะคณะกรรมการ ตั้งแต่ปีแรกๆเมื่อจดทะเบียนเป็นสหกรณ์(ก่อนหน้านี้เป็นการดำเนินการแบบสวัสดิการ) โดยสมัครเข้ารับเลือกตั้งจาก กลุ่มโรงพยาบาล
และเป็นกรรมการชุดแรกที่ริเริ่มการกู้เงินธนาคารมาปล่อยให้สมาชิกกู้ ต้องเป็นผู้ค้ำประกันกับธนาคาร(ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเรื่องที่ถือว่าเสี่ยงมาก คณะกรรมการบางท่านตัองลาออก เนื่องจากคู่สมรสไม่ยินยอม)


ต่อมา ผมได้สมัครเป็นกรรมการใน กลุ่มคณะกรรมการกลาง พบว่ามีผู้สมัครบางคนมีการแจกของเหมือนนักการเมือง และได้รับการเลือกให้เป็นกรรมการ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า มีคุณสมบัติที่ไม่ด้อยกว่าผู้สมัครกรรมการเหล่านั้น แต่สมาชิกเป็นผู้ตัดสิน จึงตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสหกรณ์อีก ยกเว้นในฐานะสมาชิกธรรมดา

ต่อมาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2543 มีปัญหา สมาชิกไม่รับรองผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการ ผมเดินทางไปห้องประชุมช้า และถูกจับตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานกรรมการ ปี 2544 โดยบังเอิญและจำใจ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงลาออกเมื่อทำงานครบ 1 ปี เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบปกติของสังคม

หลังจากนั้นได้สมัครเสนอตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานคณะกรรมการ ในวาระ 2546-2547

จากการได้สัมผัสกับระบบการทำงานของคณะกรรมการหลายวาระ ผมมีความเห็นว่าควรต้องมีการปรับระบบการบริหารจัดการที่ยังไม่ชัดเจน

เมื่อต้องรอ 2 ปีตามวาระ จึงเสนอรูปแบบของการสมัครเป็นทีม เพื่อนำผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกัน คุยกันในหลักการไว้ล่วงหน้ามาร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ ไม่เช่นนั้น คณะกรมการที่เข้ามาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ก็จะทำตามกระแสอย่างเดียว เพื่อเอาใจสมาชิก

ผมยืนยันว่า หลักการสหกรณ์เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องยึดถือ หากสมาชิกท่านใด(รวมทั้งกรรมการท่านใด) เห็นว่ากระบวนการที่ผมและคณะกรรมการส่วนใหญ่ ดำเนินการไม่ถูกต้อง ก็สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหา ตามระเบียบและข้อบังคับได้ แต่ไม่อยากเห็นสมาชิก(และคณะกรรมการบางท่าน) ไปเลียนแบบวิธีการเมืองระดับประเทศ

ทำตัวเหมือนนักการเมืองไปได้
เฮ้อ

Sunday, November 4, 2007

ประธานเบื่อสมาชิกได้มั้ย

หลังจากมีกรณีธนาคารออมสิน
สมาชิกหลายท่านบ่นฝากมาหลากหลาย
สมาชิกหลายท่าน post ข้อความใน webboard
ปกติผมเป็นคนชอบตอบ webboard แต่คราวนี้รู้สึกเหนื่อย จึงได้แต่อ่าน

บางครั้งก็เกิดความรู้สึกเบื่อสมาชิกเหมือนกัน
ที่ท่านดูเหมือนจะเอาแต่ใจไปหน่อย จะบ่นก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ แต่อยากให้มันสร้างสรรหน่อย
มีคำแนะนำดีๆ ก็จะพยายามนำไปพัฒนาปรับปรุงสหกรณ์
อะไรที่ไม่สร้างสรร ก็คงขออภัยที่ต้องลืมเลือนมันไป

ผมเองจึงต้องทบทวนตนเอง
และเข้าใจว่า ที่เสนอตัวเข้ามาบริหารงานสหกรณ์นี้ ตนเองจะมีผลประโยชน์(เท่าที่นึกได้) ดังนี้

1. เพื่อสนองความอยากของตัวเอง ที่คิดอยากทำอะไร ก็เข้ามาทำเอง ไม่รอที่จะคิดแล้วไปเสนอ หรือสั่งให้คนอื่นทำ มันไม่ได้ดั่งใจ ไม่ดีแต่บ่น หรือต่อว่าคณะกรรมการที่เขาทำอยู่ สมัครเข้ามาทำเองซะเลย มันส์กว่า

2. ไ้ด้เบี้ยประชุม และ โบนัส ในหนึ่งปี (โบนัส)ก็น่าจะได้ประมาณ 50,000 บาท คิดเป็นรายเดือน ก็คงสัก เดือนละ 4000-5000 บาท

3. ได้กล่อง ได้ชื่อเสียง เกียรติยศ ว่ามีสมาชิกเลือกเป็นผู้แทนมาทำงาน

แต่การที่ผมเต็มใจสมัครเข้ามาเป็นประธาน ได้รับโบนัสตอบแทน
ไม่ได้หมายความว่า ผมจะเบื่อสมาชิกไม่ได้
เมื่อบ่นไม่ได้
ก็ได้แต่ zzz ละเมอ zzz

Thursday, September 27, 2007

เสียงบ่นจากสมาชิก

ผมเข้ามาคลุกคลีกับสหกรณ์มานานนับสิบปีตั้งแต่ การสมัครเข้าเป็นสมาชิก การรับการเลือกตั้งเป็นกรรมการ ตลอดจนเป็นประธานกรรมการในวันนี้
สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับเสียงสะท้อนมาตลอดก็คือ เสียงบ่นของสมาชิก ต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ ที่ให้บริการไม่ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาที่ไม่เอาไหน การตอบคำถามที่ไม่ชัดเจน การบริการที่ล่าช้า ฯลฯ
ในฐานะประธานกรรมการ ได้พยายามที่จะแจ้งผู้จัดการและเจ้าตัวให้ช่วยกันปรับปรุงพฤติกรรมบริการ หากมองมุมบวกไม่ได้ ก็ยังมีทางเลือกให้มองมุมลบ คือเห็น ลูกค้าคือปีศาจ ก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ปีศาจพอใจ
เสียงบ่นก็ยังมีมา และดูเหมือนจะมากขึ้น

ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า เรา(หมายถึง คณะกรรมการรุ่นเก่าๆที่ผ่านมาจนถึงชุดนี้) ปล่อยปละละเลยมากเกินไป จนเจ้าหน้าที่สหกรณ์ มีความเข้าใจผิด คิดว่าตนเองเป็นข้าราชการ ไม่ใช่พนักงานขององค์กรเอกชน ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่มีการประเมินผลงาน มีการเลื่อนเงินเดือน มีการให้ขั้นความดีความชอบเหมือนข้าราชการ มีโบนัสแบบเอกชน

พูดตรงๆ สิ่งที่ผมอยากทำก็คือ

1. น่าจะมีการทบทวนสัญญาจ้างกันใหม่ ให้มีการระบุการประเมินงานอย่างชัดเจน
2. น่าจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ไปอบรมพฤติกรรมการให้บริการ
3. ประเมินอย่างตรงไปตรงมา หากมีปัญหาจริง กรรมการก็น่าจะพร้อมที่เปลี่ยนแปลงไม่ลูบหน้าปะจมูก กล้าที่จะตัดสินใจ
4. อยากให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในฝ่ายจัดการ ได้ทบทวน เสียงบ่นจากสมาชิก แล้วคิดว่าควรทำอย่างไร หรือจะปล่อยให้ผม รอ ต่อไป รอแล้วรอเล่าก็ได้แต่ รอ รอว่าวันไหนจึงจะมีการเปลี่ยนแปลง พูดแล้วก็นึกถึงเพลงเก่าขึ้นมาได้เพลงหนึ่ง

น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน
แต่หัวใจ อ่อนอ่อน ของเธอทำด้วยสิ่งใด
ช่างไม่สะทก สะท้านสะเทือนเหมือนหัวใจ
ช่างไม่ หวั่นไหว ว่าใครเขารักเขารอ.....................เฮ้อ

Wednesday, September 19, 2007

ก่อนนอน ก่อนละเมอ

บางครั้งมนุษย์เราไม่สามารถพูดทุกอย่างที่คิดได้
การละเมอ จึงอาจเป็นหนทางหนึ่งของมนุษย์
ที่จะปลดปล่อยความเครียดสะสมออกไปได้
การฟังเสียงคนละเมอ จึงอาจล่วงรู้ความในใจที่ปกปิดของคน คนละเมอ


เมื่อเราได้ยินใครสักคนละเมอ เขาว่าหากต้องการพูดคุยด้วยให้หันหลังให้
้ก็จะสามารถโต้ตอบกันได้
เมื่อประธานสหกรณ์ มาละเมอตรงนี้ สมาชิกจึงอาจโต้ตอบได้เช่นกัน
เพราะอย่างไรก็ไม่เห็นหน้า
หากมีความคิดเห็น ขออย่ารั้งรอ ที่จะแสดงความคิดเห็น ใน ความคิดเห็น
ท่านจึงมีทางเลือก ที่จะปลุกให้ตื่น หรือจะปล่อยให้นอนละเมอต่อไป

นี่เป็นข้อตกลงก่อนนอน ก่อนที่จะละเมอ