เมื่อวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี วันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา มีเรื่องอยู่หลายเรื่องที่ผมต้องการจะพูดชี้แจงในที่ประชุม แต่ด้วยสถานการณ์ไม่อำนวย คือ ระบบเสียงไม่ดี เวลาที่ไม่เพียงพอ และ เหตุผลสำคัญคือ เกรงว่าการพูดนั้น จะแรงไป สำหรับการประชุมที่ต้องการความเข้าอกเข้าใจกัน
จึงให้รู้สึกค้างๆคาๆอยู่ พอหลับก็เลย ละเมอ อีกตามเคย
ประเด็นแรก
สมาชิกส่วนหนึ่งต้องการให้แก้ปัญหาออมสิน ตรงกันข้าม กับที่คณะกรรมการดำเนินการปฏิบัติอยู่
อยากให้เป็นไปในรูปแบบที่มีผู้สมัครบางรายหาเสียง คือ ให้ผู้กู้ออมสินสามารถกู้สหกรณ์ได้ เพิ่มวงเงินกู้ ขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป
อยากจะบอกเหลือเกินว่า
ถ้าสมาชิกส่วนใหญ่ ต้องการเช่นนั้น ก็ ยินดี
แต่ คำว่าสมาชิกส่วนใหญ่ นั้น จะต้องเกิดจากสมาชิกแต่ละท่านได้ ลงลายมือชื่อจริง แจ้งว่าจะให้สหกรณ์ทำเช่นนั้น เพื่อยืนยันว่า ท่านได้รับทราบข้อมูลจริงแล้ว เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ยินดีเสี่ยงแล้ว
สหกรณ์ก็จะได้ประกาศให้สมาชิกส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วย(แน่นอนย่อมรวมประธานด้วย) และไม่อยากเสี่ยง ได้ถอนตัวออกจากสหกรณ์เสียโดยพลัน
ประเด็นต่อมา
เรื่องการเลือกตั้ง
ผมมีความรู้สึกว่า รูปแบบการเลือกตั้ง ของสหกรณ์เรา ยังไม่แตกต่างไปจากเดิมที่ผมเคนละเมอไว้ใน กรรมการสหกรณ์ ไม่ใช่ นักการเมือง คือ เราพยายาม เลียนแบบนักการเมือง
มีการหาเสียงแบบโจมตีกัน กล่าวหาคณะกรรมการชุดเดิมว่ามีผลประโยชน์ในเรื่องต่างๆ
และที่ผมเห็นว่าแย่ที่สุด ก็คือ การแจก เช่น ได้ข่าวว่ามีการแจกไอศกรีม ฯลฯ
ผมได้รับฟังด้วยความอเนจอนาถ
จะตื่นยังไม่กล้าจะตื่นเลยครับ ท่านสมาชิก
Monday, February 4, 2008
Thursday, January 17, 2008
เงินกำลังจะหมุนมา (2)
ท่านสมาชิกที่ยังหลับฝันอยู่ จะรู้หรือไม่ว่า ประธาน ก็ยังไม่ตื่น
ความที่ ละเมอ ไว้ครั้งก่อน จึงมีภาค 2 ก็คือเป็นการละเมอต่อเนื่องนั่นเอง(แฮ่ม)
อะไรจะเกิดขึ้น ถ้ายอมให้สมาชิกไหลไปออมสิน
ท่านทราบหรือไม่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ มี
สมาชิกรวม 1940 คน
สมาชิกกู้สามัญ 1385 คน รวมวงเงินกู้ 485.20 ล้านบาท
สมาชิกกู้ฉุกเฉิน 260 คน รวมวงเงินกู้ 1.58 ล้านบาท
สมาชิกกู้เพื่อการเคหะ 9 คน รวมวงเงินกู้ 5.71 ล้านบาท
สมาชิกกู้ซื้อสินค้า 140 คน รวมวงเงินกู้ 4.77 ล้านบาท
รวมวงเงินกู้ 497.26 ล้านบาท
หากเรานำเฉพาะสมาชิกกู้สามัญมาลองวิเคราะห์และพยากรณ์
เฉลี่ยสมาชิกกู้สามัญคนละ 350,325 บาท คิดตัวกลมๆก็ 350,000 บาท
หากมีสมาชิกไหลไปออมสินสัก 1 ใน 3 ของที่กู้สามัญ หรือประมาณ 460 คน
จะมีเงินหมุนกลับมาทันที 161 ล้านบาท (350,000x460)
เงินกองอยู่ที่สหกรณ์ อย่างเก่งที่จะทำได้ทันทีก็คือเอาไปฝากธนาคารหรือชุมนุมสหกรณ์ ได้ดอกเบี้ยเต็มที่ ร้อยละ 3.25 ขาดทุนทันที ร้อยละ 4 (7.25-3.25) คิดเป็นเงิน กำไรต่อปีที่หายไป 6.44 ล้านบาท (ปี2550 นี้กำไรสุทธิ 29.4 ล้าน)
แต่บังเอิญสมาชิกส่วนใหญ่ที่จะไหลไปออมสิน กู้วงเงินสูง เกือบๆเต็ม 600,000 บาท
หากเงินหมุนกลับมาคนละ 600,000 บาทล่ะ ก็เป็นเงินที่หมุนกลับมาทันที 276 ล้านบาท
คิดเป็นกำไรที่หายไป 11 ล้านบาท
แล้วถ้าไหลไปออมสินมากกว่านั้นละ ลองไหลไปสัก ครึ่ง ของที่กู้สามัญ (ประมาณ 700 คน)
กำไรหายไปทันที 9.8-16.8 ล้านบาท
เงินกำลังจะหมุนมา กำลังจะหมุนมา กำลังจะหมุนมา
ตื่นจากฝันเถอะท่านทั้งหลาย
ความที่ ละเมอ ไว้ครั้งก่อน จึงมีภาค 2 ก็คือเป็นการละเมอต่อเนื่องนั่นเอง(แฮ่ม)
อะไรจะเกิดขึ้น ถ้ายอมให้สมาชิกไหลไปออมสิน
ท่านทราบหรือไม่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ มี
สมาชิกรวม 1940 คน
สมาชิกกู้สามัญ 1385 คน รวมวงเงินกู้ 485.20 ล้านบาท
สมาชิกกู้ฉุกเฉิน 260 คน รวมวงเงินกู้ 1.58 ล้านบาท
สมาชิกกู้เพื่อการเคหะ 9 คน รวมวงเงินกู้ 5.71 ล้านบาท
สมาชิกกู้ซื้อสินค้า 140 คน รวมวงเงินกู้ 4.77 ล้านบาท
รวมวงเงินกู้ 497.26 ล้านบาท
หากเรานำเฉพาะสมาชิกกู้สามัญมาลองวิเคราะห์และพยากรณ์
เฉลี่ยสมาชิกกู้สามัญคนละ 350,325 บาท คิดตัวกลมๆก็ 350,000 บาท
หากมีสมาชิกไหลไปออมสินสัก 1 ใน 3 ของที่กู้สามัญ หรือประมาณ 460 คน
จะมีเงินหมุนกลับมาทันที 161 ล้านบาท (350,000x460)
เงินกองอยู่ที่สหกรณ์ อย่างเก่งที่จะทำได้ทันทีก็คือเอาไปฝากธนาคารหรือชุมนุมสหกรณ์ ได้ดอกเบี้ยเต็มที่ ร้อยละ 3.25 ขาดทุนทันที ร้อยละ 4 (7.25-3.25) คิดเป็นเงิน กำไรต่อปีที่หายไป 6.44 ล้านบาท (ปี2550 นี้กำไรสุทธิ 29.4 ล้าน)
แต่บังเอิญสมาชิกส่วนใหญ่ที่จะไหลไปออมสิน กู้วงเงินสูง เกือบๆเต็ม 600,000 บาท
หากเงินหมุนกลับมาคนละ 600,000 บาทล่ะ ก็เป็นเงินที่หมุนกลับมาทันที 276 ล้านบาท
คิดเป็นกำไรที่หายไป 11 ล้านบาท
แล้วถ้าไหลไปออมสินมากกว่านั้นละ ลองไหลไปสัก ครึ่ง ของที่กู้สามัญ (ประมาณ 700 คน)
กำไรหายไปทันที 9.8-16.8 ล้านบาท
เงินกำลังจะหมุนมา กำลังจะหมุนมา กำลังจะหมุนมา
ตื่นจากฝันเถอะท่านทั้งหลาย
Friday, January 11, 2008
เงินกำลังจะหมุนมา
ขณะนี้มีสมาชิกบางท่าน ที่ไปเข้าโครงการออมสิน มายื่นขอกู้สหกรณ์ คณะกรรมการได้ยืนยันที่จะปฏิบัติตามแนวทางของสหกรณ์ จึงมีมติให้ งดปล่อยกู้ ให้สมาชิกที่เข้าโครงการออมสินทุกประเภทเงินกู้ เนื่องจากไม่มีความมั่นคงในการเรียกกลับเงินต้นและดอกเบี้ย (รวมทั้งอาจส่งผลระยะยาวในการเรียกเก็บ เงินค่าหุ้น)
มีสมาชิกหลายท่านได้รับคำวิพากษ์คณะกรรมการ ในด้านที่เน้นอารมณ์
ประกอบกับ มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการ ทำตัวเป็น นักการเมือง
ฉวยโอกาส นำไปเป็น นโยบาย หาเสียง
ประธาน ไม่สามารถ ไปหาเสียงด้วยได้ ด้วยยังไม่หมดวาระ
ก็ได้แต่ ละเมอ มาอีกเช่นเคย
อะไรจะเกิดขึ้น ถ้ายอมให้สมาชิกไหลไปออมสิน
คณะกรรมการชุดปัจจุบัน(ที่กำลังจะหมดวาระในไม่กี่วันนี้) ต้องใช้ความกล้าหาญชาญชัย อย่างยิ่งที่อาจโดนสมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจผิด ในการสกัดกั้นสมาชิกส่วนหนึ่งไม่ให้ เฮละโล ไปกู้ออมสิน ด้วยการ ยืนยัน หลักการของสหกรณ์ และ ยึดมั่น ความมั่นคงของสหกรณ์เป็นที่ตั้ง
สหกรณ์ช่วยเหลือสมาชิกได้ แต่ สหกรณ์ต้องมีความมั่นคง
เมื่อมี sign เพียงน้อยนิด ที่บ่งชี้ว่าอาจส่งผลกระทบให้สหกรณ์สั่นคลอน ต้องรีบหยุดยั้งทันที เราจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ลุกลามไม่ได้
หากปล่อยให้สมาชิกไหลไปออมสินจำนวนมาก เงิน จะไหลกลับมากองที่สหกรณ์ กำไร จะลดลงทันที สหกรณ์จะอยู่ในภาวะ จมทุน
ยิ่งออกไปมาก ยิ่งจมทุนมาก อย่าหวังว่าจะปล่อยกู้ออกไปได้ เพราะทำเกือบเต็มที่แล้ว ยังเหลือเงินกองอยู่ในมือขณะนี้ 60 ล้าน
การปล่อยให้สมาชิกกู้ไปได้ ด้วยภาวะ เสี่ยงสูง ของสหกรณ์ โดยยอมให้สมาชิกกู้ทั้ง 2 ทาง คือทั้งออมสิน และสหกรณ์ โดยสหกรณ์เป็น เบี้ยล่าง คือ สมาชิกหักจ่ายออมสินก่อน สหกรณ์ย่อมสูญเสียหลักประกันอันมั่นคงเดิมไป จนหมดสิ้น
หากยอมช่วยเหลือสมาชิกส่วนน้อยบางราย ให้กู้ได้ โดยสหกรณ์ไม่มีความมั่นคง จะเป็นจุดเริ่มต้นของ แผลเบาหวาน ที่จะลุกลามไปจนต้อง ตัดขาทิ้ง หรือ เสียชีวิตในที่สุด
ผู้สมัครกรรมการชุดใหม่ พึงสังวรไว้ให้ดี
ถ้าท่านยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด
โปรดสละเวลามาคุยกับ ประธาน (ที่ท่านจะต้องทำงานร่วมด้วย) ก่อนจะไปหาเสียง
ท่านสมาชิก
โปรดทบทวน ด้วยสติ ก่อนจะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาเป็นกรรมการ
อย่าปล่อยให้ประธาน ละเมอ อยู่ได้นะเออ
มีสมาชิกหลายท่านได้รับคำวิพากษ์คณะกรรมการ ในด้านที่เน้นอารมณ์
ประกอบกับ มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการ ทำตัวเป็น นักการเมือง
ฉวยโอกาส นำไปเป็น นโยบาย หาเสียง
ประธาน ไม่สามารถ ไปหาเสียงด้วยได้ ด้วยยังไม่หมดวาระ
ก็ได้แต่ ละเมอ มาอีกเช่นเคย
อะไรจะเกิดขึ้น ถ้ายอมให้สมาชิกไหลไปออมสิน
คณะกรรมการชุดปัจจุบัน(ที่กำลังจะหมดวาระในไม่กี่วันนี้) ต้องใช้ความกล้าหาญชาญชัย อย่างยิ่งที่อาจโดนสมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจผิด ในการสกัดกั้นสมาชิกส่วนหนึ่งไม่ให้ เฮละโล ไปกู้ออมสิน ด้วยการ ยืนยัน หลักการของสหกรณ์ และ ยึดมั่น ความมั่นคงของสหกรณ์เป็นที่ตั้ง
สหกรณ์ช่วยเหลือสมาชิกได้ แต่ สหกรณ์ต้องมีความมั่นคง
เมื่อมี sign เพียงน้อยนิด ที่บ่งชี้ว่าอาจส่งผลกระทบให้สหกรณ์สั่นคลอน ต้องรีบหยุดยั้งทันที เราจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ลุกลามไม่ได้
หากปล่อยให้สมาชิกไหลไปออมสินจำนวนมาก เงิน จะไหลกลับมากองที่สหกรณ์ กำไร จะลดลงทันที สหกรณ์จะอยู่ในภาวะ จมทุน
ยิ่งออกไปมาก ยิ่งจมทุนมาก อย่าหวังว่าจะปล่อยกู้ออกไปได้ เพราะทำเกือบเต็มที่แล้ว ยังเหลือเงินกองอยู่ในมือขณะนี้ 60 ล้าน
การปล่อยให้สมาชิกกู้ไปได้ ด้วยภาวะ เสี่ยงสูง ของสหกรณ์ โดยยอมให้สมาชิกกู้ทั้ง 2 ทาง คือทั้งออมสิน และสหกรณ์ โดยสหกรณ์เป็น เบี้ยล่าง คือ สมาชิกหักจ่ายออมสินก่อน สหกรณ์ย่อมสูญเสียหลักประกันอันมั่นคงเดิมไป จนหมดสิ้น
หากยอมช่วยเหลือสมาชิกส่วนน้อยบางราย ให้กู้ได้ โดยสหกรณ์ไม่มีความมั่นคง จะเป็นจุดเริ่มต้นของ แผลเบาหวาน ที่จะลุกลามไปจนต้อง ตัดขาทิ้ง หรือ เสียชีวิตในที่สุด
ผู้สมัครกรรมการชุดใหม่ พึงสังวรไว้ให้ดี
ถ้าท่านยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด
โปรดสละเวลามาคุยกับ ประธาน (ที่ท่านจะต้องทำงานร่วมด้วย) ก่อนจะไปหาเสียง
ท่านสมาชิก
โปรดทบทวน ด้วยสติ ก่อนจะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาเป็นกรรมการ
อย่าปล่อยให้ประธาน ละเมอ อยู่ได้นะเออ
Sunday, January 6, 2008
เลือกตั้งกรรมการสหกรณ์ คิด คิด คิด
วันที่ 26 มกราคม 2551 จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งในวันนั้นจะต้องมีการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ แทนผู้ที่หมดวาระลง จำนวน 8 ท่าน เป็นผู้แทนจากกรรมการกลาง 4 ท่าน ผู้แทนจากโรงพยาบาลชุมชน 3 ท่าน และ ผู้แทนจากสาธารณสุขอำเภอ 1 ท่าน
ผมเคยเป็นกรรมการและประธานกรรมการหลายสมัย ในปีที่แล้ว ผมเสนอรูปแบบของการสมัครเป็นทีม เพื่อนำผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกัน คุยกันในหลักการไว้ล่วงหน้ามาร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ ไม่เช่นนั้น คณะกรรมการที่เข้ามาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ก็จะทำตามกระแสอย่างเดียว เพื่อเอาใจสมาชิก
ปีนี้ก็ยังคงยืนยันว่า ผู้ที่เข้ารับเลือกตั้งควรจะรวมทีมและกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อการพัฒนาสหกรณ์
และเพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของทีม ผมเสนอว่า ทีมที่จะเข้ามาใหม่ต้องศึกษาแนวคิดของคณะกรรมการที่เหลืออยู่เดิม และเสนอแนวนโนบายที่เมื่อได้รับเลือกเข้ามาแล้ว สามารถเดินร่วมกันไปได้
ผมอยากจะเชียร์ให้ชัดเจนว่าควรเลือกทีมไหน เพราะจะต้องทำงานร่วมกัน
แต่ก็ต้องในสถานที่อื่น
ตรงนี้ ก็ได้แต่ละเมอ บอกว่า
มีทีมเดียวที่เข้ามาคุยกับประธาน(ที่ต้องทำงานต่ออีก 1 ปี) ถึงเรื่องแนวคิดด้านนโยบายอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ไปเสาะหากันเองนะครับ
ผมเคยเป็นกรรมการและประธานกรรมการหลายสมัย ในปีที่แล้ว ผมเสนอรูปแบบของการสมัครเป็นทีม เพื่อนำผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกัน คุยกันในหลักการไว้ล่วงหน้ามาร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ ไม่เช่นนั้น คณะกรรมการที่เข้ามาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ก็จะทำตามกระแสอย่างเดียว เพื่อเอาใจสมาชิก
ปีนี้ก็ยังคงยืนยันว่า ผู้ที่เข้ารับเลือกตั้งควรจะรวมทีมและกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อการพัฒนาสหกรณ์
และเพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของทีม ผมเสนอว่า ทีมที่จะเข้ามาใหม่ต้องศึกษาแนวคิดของคณะกรรมการที่เหลืออยู่เดิม และเสนอแนวนโนบายที่เมื่อได้รับเลือกเข้ามาแล้ว สามารถเดินร่วมกันไปได้
ผมอยากจะเชียร์ให้ชัดเจนว่าควรเลือกทีมไหน เพราะจะต้องทำงานร่วมกัน
แต่ก็ต้องในสถานที่อื่น
ตรงนี้ ก็ได้แต่ละเมอ บอกว่า
มีทีมเดียวที่เข้ามาคุยกับประธาน(ที่ต้องทำงานต่ออีก 1 ปี) ถึงเรื่องแนวคิดด้านนโยบายอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ไปเสาะหากันเองนะครับ
Saturday, November 24, 2007
กรรมการสหกรณ์ ไม่ใช่ นักการเมือง
ผมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกับกิจการของสหกรณ์ในฐานะคณะกรรมการ ตั้งแต่ปีแรกๆเมื่อจดทะเบียนเป็นสหกรณ์(ก่อนหน้านี้เป็นการดำเนินการแบบสวัสดิการ) โดยสมัครเข้ารับเลือกตั้งจาก กลุ่มโรงพยาบาล
และเป็นกรรมการชุดแรกที่ริเริ่มการกู้เงินธนาคารมาปล่อยให้สมาชิกกู้ ต้องเป็นผู้ค้ำประกันกับธนาคาร(ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเรื่องที่ถือว่าเสี่ยงมาก คณะกรรมการบางท่านตัองลาออก เนื่องจากคู่สมรสไม่ยินยอม)
ต่อมา ผมได้สมัครเป็นกรรมการใน กลุ่มคณะกรรมการกลาง พบว่ามีผู้สมัครบางคนมีการแจกของเหมือนนักการเมือง และได้รับการเลือกให้เป็นกรรมการ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า มีคุณสมบัติที่ไม่ด้อยกว่าผู้สมัครกรรมการเหล่านั้น แต่สมาชิกเป็นผู้ตัดสิน จึงตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสหกรณ์อีก ยกเว้นในฐานะสมาชิกธรรมดา
ต่อมาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2543 มีปัญหา สมาชิกไม่รับรองผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการ ผมเดินทางไปห้องประชุมช้า และถูกจับตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานกรรมการ ปี 2544 โดยบังเอิญและจำใจ
ด้วยเหตุนี้ผมจึงลาออกเมื่อทำงานครบ 1 ปี เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบปกติของสังคม
หลังจากนั้นได้สมัครเสนอตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานคณะกรรมการ ในวาระ 2546-2547
จากการได้สัมผัสกับระบบการทำงานของคณะกรรมการหลายวาระ ผมมีความเห็นว่าควรต้องมีการปรับระบบการบริหารจัดการที่ยังไม่ชัดเจน
เมื่อต้องรอ 2 ปีตามวาระ จึงเสนอรูปแบบของการสมัครเป็นทีม เพื่อนำผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกัน คุยกันในหลักการไว้ล่วงหน้ามาร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ ไม่เช่นนั้น คณะกรมการที่เข้ามาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ก็จะทำตามกระแสอย่างเดียว เพื่อเอาใจสมาชิก
ผมยืนยันว่า หลักการสหกรณ์เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องยึดถือ หากสมาชิกท่านใด(รวมทั้งกรรมการท่านใด) เห็นว่ากระบวนการที่ผมและคณะกรรมการส่วนใหญ่ ดำเนินการไม่ถูกต้อง ก็สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหา ตามระเบียบและข้อบังคับได้ แต่ไม่อยากเห็นสมาชิก(และคณะกรรมการบางท่าน) ไปเลียนแบบวิธีการเมืองระดับประเทศ
ทำตัวเหมือนนักการเมืองไปได้ เฮ้อ
และเป็นกรรมการชุดแรกที่ริเริ่มการกู้เงินธนาคารมาปล่อยให้สมาชิกกู้ ต้องเป็นผู้ค้ำประกันกับธนาคาร(ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเรื่องที่ถือว่าเสี่ยงมาก คณะกรรมการบางท่านตัองลาออก เนื่องจากคู่สมรสไม่ยินยอม)
ต่อมา ผมได้สมัครเป็นกรรมการใน กลุ่มคณะกรรมการกลาง พบว่ามีผู้สมัครบางคนมีการแจกของเหมือนนักการเมือง และได้รับการเลือกให้เป็นกรรมการ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า มีคุณสมบัติที่ไม่ด้อยกว่าผู้สมัครกรรมการเหล่านั้น แต่สมาชิกเป็นผู้ตัดสิน จึงตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสหกรณ์อีก ยกเว้นในฐานะสมาชิกธรรมดา
ต่อมาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2543 มีปัญหา สมาชิกไม่รับรองผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการ ผมเดินทางไปห้องประชุมช้า และถูกจับตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานกรรมการ ปี 2544 โดยบังเอิญและจำใจ
ด้วยเหตุนี้ผมจึงลาออกเมื่อทำงานครบ 1 ปี เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบปกติของสังคม
หลังจากนั้นได้สมัครเสนอตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานคณะกรรมการ ในวาระ 2546-2547
จากการได้สัมผัสกับระบบการทำงานของคณะกรรมการหลายวาระ ผมมีความเห็นว่าควรต้องมีการปรับระบบการบริหารจัดการที่ยังไม่ชัดเจน
เมื่อต้องรอ 2 ปีตามวาระ จึงเสนอรูปแบบของการสมัครเป็นทีม เพื่อนำผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกัน คุยกันในหลักการไว้ล่วงหน้ามาร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ ไม่เช่นนั้น คณะกรมการที่เข้ามาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ก็จะทำตามกระแสอย่างเดียว เพื่อเอาใจสมาชิก
ผมยืนยันว่า หลักการสหกรณ์เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องยึดถือ หากสมาชิกท่านใด(รวมทั้งกรรมการท่านใด) เห็นว่ากระบวนการที่ผมและคณะกรรมการส่วนใหญ่ ดำเนินการไม่ถูกต้อง ก็สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหา ตามระเบียบและข้อบังคับได้ แต่ไม่อยากเห็นสมาชิก(และคณะกรรมการบางท่าน) ไปเลียนแบบวิธีการเมืองระดับประเทศ
ทำตัวเหมือนนักการเมืองไปได้ เฮ้อ
Sunday, November 4, 2007
ประธานเบื่อสมาชิกได้มั้ย
หลังจากมีกรณีธนาคารออมสิน
สมาชิกหลายท่านบ่นฝากมาหลากหลาย
สมาชิกหลายท่าน post ข้อความใน webboard
ปกติผมเป็นคนชอบตอบ webboard แต่คราวนี้รู้สึกเหนื่อย จึงได้แต่อ่าน
บางครั้งก็เกิดความรู้สึกเบื่อสมาชิกเหมือนกัน
ที่ท่านดูเหมือนจะเอาแต่ใจไปหน่อย จะบ่นก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ แต่อยากให้มันสร้างสรรหน่อย
มีคำแนะนำดีๆ ก็จะพยายามนำไปพัฒนาปรับปรุงสหกรณ์
อะไรที่ไม่สร้างสรร ก็คงขออภัยที่ต้องลืมเลือนมันไป
ผมเองจึงต้องทบทวนตนเอง
และเข้าใจว่า ที่เสนอตัวเข้ามาบริหารงานสหกรณ์นี้ ตนเองจะมีผลประโยชน์(เท่าที่นึกได้) ดังนี้
1. เพื่อสนองความอยากของตัวเอง ที่คิดอยากทำอะไร ก็เข้ามาทำเอง ไม่รอที่จะคิดแล้วไปเสนอ หรือสั่งให้คนอื่นทำ มันไม่ได้ดั่งใจ ไม่ดีแต่บ่น หรือต่อว่าคณะกรรมการที่เขาทำอยู่ สมัครเข้ามาทำเองซะเลย มันส์กว่า
2. ไ้ด้เบี้ยประชุม และ โบนัส ในหนึ่งปี (โบนัส)ก็น่าจะได้ประมาณ 50,000 บาท คิดเป็นรายเดือน ก็คงสัก เดือนละ 4000-5000 บาท
3. ได้กล่อง ได้ชื่อเสียง เกียรติยศ ว่ามีสมาชิกเลือกเป็นผู้แทนมาทำงาน
แต่การที่ผมเต็มใจสมัครเข้ามาเป็นประธาน ได้รับโบนัสตอบแทน
ไม่ได้หมายความว่า ผมจะเบื่อสมาชิกไม่ได้้้
เมื่อบ่นไม่ได้
ก็ได้แต่ zzz ละเมอ zzz
สมาชิกหลายท่านบ่นฝากมาหลากหลาย
สมาชิกหลายท่าน post ข้อความใน webboard
ปกติผมเป็นคนชอบตอบ webboard แต่คราวนี้รู้สึกเหนื่อย จึงได้แต่อ่าน
บางครั้งก็เกิดความรู้สึกเบื่อสมาชิกเหมือนกัน
ที่ท่านดูเหมือนจะเอาแต่ใจไปหน่อย จะบ่นก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ แต่อยากให้มันสร้างสรรหน่อย
มีคำแนะนำดีๆ ก็จะพยายามนำไปพัฒนาปรับปรุงสหกรณ์
อะไรที่ไม่สร้างสรร ก็คงขออภัยที่ต้องลืมเลือนมันไป
ผมเองจึงต้องทบทวนตนเอง
และเข้าใจว่า ที่เสนอตัวเข้ามาบริหารงานสหกรณ์นี้ ตนเองจะมีผลประโยชน์(เท่าที่นึกได้) ดังนี้
1. เพื่อสนองความอยากของตัวเอง ที่คิดอยากทำอะไร ก็เข้ามาทำเอง ไม่รอที่จะคิดแล้วไปเสนอ หรือสั่งให้คนอื่นทำ มันไม่ได้ดั่งใจ ไม่ดีแต่บ่น หรือต่อว่าคณะกรรมการที่เขาทำอยู่ สมัครเข้ามาทำเองซะเลย มันส์กว่า
2. ไ้ด้เบี้ยประชุม และ โบนัส ในหนึ่งปี (โบนัส)ก็น่าจะได้ประมาณ 50,000 บาท คิดเป็นรายเดือน ก็คงสัก เดือนละ 4000-5000 บาท
3. ได้กล่อง ได้ชื่อเสียง เกียรติยศ ว่ามีสมาชิกเลือกเป็นผู้แทนมาทำงาน
แต่การที่ผมเต็มใจสมัครเข้ามาเป็นประธาน ได้รับโบนัสตอบแทน
ไม่ได้หมายความว่า ผมจะเบื่อสมาชิกไม่ได้้้
เมื่อบ่นไม่ได้
ก็ได้แต่ zzz ละเมอ zzz
Thursday, September 27, 2007
เสียงบ่นจากสมาชิก
ผมเข้ามาคลุกคลีกับสหกรณ์มานานนับสิบปีตั้งแต่ การสมัครเข้าเป็นสมาชิก การรับการเลือกตั้งเป็นกรรมการ ตลอดจนเป็นประธานกรรมการในวันนี้
สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับเสียงสะท้อนมาตลอดก็คือ เสียงบ่นของสมาชิก ต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ ที่ให้บริการไม่ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาที่ไม่เอาไหน การตอบคำถามที่ไม่ชัดเจน การบริการที่ล่าช้า ฯลฯ
ในฐานะประธานกรรมการ ได้พยายามที่จะแจ้งผู้จัดการและเจ้าตัวให้ช่วยกันปรับปรุงพฤติกรรมบริการ หากมองมุมบวกไม่ได้ ก็ยังมีทางเลือกให้มองมุมลบ คือเห็น ลูกค้าคือปีศาจ ก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ปีศาจพอใจ
เสียงบ่นก็ยังมีมา และดูเหมือนจะมากขึ้น
ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า เรา(หมายถึง คณะกรรมการรุ่นเก่าๆที่ผ่านมาจนถึงชุดนี้) ปล่อยปละละเลยมากเกินไป จนเจ้าหน้าที่สหกรณ์ มีความเข้าใจผิด คิดว่าตนเองเป็นข้าราชการ ไม่ใช่พนักงานขององค์กรเอกชน ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่มีการประเมินผลงาน มีการเลื่อนเงินเดือน มีการให้ขั้นความดีความชอบเหมือนข้าราชการ มีโบนัสแบบเอกชน
พูดตรงๆ สิ่งที่ผมอยากทำก็คือ
1. น่าจะมีการทบทวนสัญญาจ้างกันใหม่ ให้มีการระบุการประเมินงานอย่างชัดเจน
2. น่าจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ไปอบรมพฤติกรรมการให้บริการ
3. ประเมินอย่างตรงไปตรงมา หากมีปัญหาจริง กรรมการก็น่าจะพร้อมที่เปลี่ยนแปลงไม่ลูบหน้าปะจมูก กล้าที่จะตัดสินใจ
4. อยากให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในฝ่ายจัดการ ได้ทบทวน เสียงบ่นจากสมาชิก แล้วคิดว่าควรทำอย่างไร หรือจะปล่อยให้ผม รอ ต่อไป รอแล้วรอเล่าก็ได้แต่ รอ รอว่าวันไหนจึงจะมีการเปลี่ยนแปลง พูดแล้วก็นึกถึงเพลงเก่าขึ้นมาได้เพลงหนึ่ง
น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน
สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับเสียงสะท้อนมาตลอดก็คือ เสียงบ่นของสมาชิก ต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ ที่ให้บริการไม่ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาที่ไม่เอาไหน การตอบคำถามที่ไม่ชัดเจน การบริการที่ล่าช้า ฯลฯ
ในฐานะประธานกรรมการ ได้พยายามที่จะแจ้งผู้จัดการและเจ้าตัวให้ช่วยกันปรับปรุงพฤติกรรมบริการ หากมองมุมบวกไม่ได้ ก็ยังมีทางเลือกให้มองมุมลบ คือเห็น ลูกค้าคือปีศาจ ก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ปีศาจพอใจ
เสียงบ่นก็ยังมีมา และดูเหมือนจะมากขึ้น
ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า เรา(หมายถึง คณะกรรมการรุ่นเก่าๆที่ผ่านมาจนถึงชุดนี้) ปล่อยปละละเลยมากเกินไป จนเจ้าหน้าที่สหกรณ์ มีความเข้าใจผิด คิดว่าตนเองเป็นข้าราชการ ไม่ใช่พนักงานขององค์กรเอกชน ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่มีการประเมินผลงาน มีการเลื่อนเงินเดือน มีการให้ขั้นความดีความชอบเหมือนข้าราชการ มีโบนัสแบบเอกชน
พูดตรงๆ สิ่งที่ผมอยากทำก็คือ
1. น่าจะมีการทบทวนสัญญาจ้างกันใหม่ ให้มีการระบุการประเมินงานอย่างชัดเจน
2. น่าจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ไปอบรมพฤติกรรมการให้บริการ
3. ประเมินอย่างตรงไปตรงมา หากมีปัญหาจริง กรรมการก็น่าจะพร้อมที่เปลี่ยนแปลงไม่ลูบหน้าปะจมูก กล้าที่จะตัดสินใจ
4. อยากให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในฝ่ายจัดการ ได้ทบทวน เสียงบ่นจากสมาชิก แล้วคิดว่าควรทำอย่างไร หรือจะปล่อยให้ผม รอ ต่อไป รอแล้วรอเล่าก็ได้แต่ รอ รอว่าวันไหนจึงจะมีการเปลี่ยนแปลง พูดแล้วก็นึกถึงเพลงเก่าขึ้นมาได้เพลงหนึ่ง
น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน
แต่หัวใจ อ่อนอ่อน ของเธอทำด้วยสิ่งใด
ช่างไม่สะทก สะท้านสะเทือนเหมือนหัวใจ
ช่างไม่ หวั่นไหว ว่าใครเขารักเขารอ.....................เฮ้อ
Subscribe to:
Posts (Atom)