Thursday, February 5, 2009
สมาชิกเลือกเอง
Friday, May 16, 2008
คนรู้ "ไม่จริง"
คนรู้ไม่จริง กับ คนไม่รู้จริง นี่ต่างกันนะครับ
คนไม่รู้จริง แม้จะเถียงไปข้างๆคูๆ ก็ยังพอให้อภัย เพราะ ไม่รู้จริงๆ แม้จะน่าหมั่นใส้อยู่บ้าง
แต่ คนรู้ไม่จริง นี่แหละ ที่ผมบอกว่า น่ารำคาญ
เรื่องการบริหารสหกรณ์ ผมไม่กล้าคุยอวดหรอกครับว่า เก่งกล้าสามารถ
แต่เมื่ออาสาเข้ามาแล้วก็ต้อง ทำ ครับ ไม่มัวแต่ คุย ไม่มัวแต่ โจมตี
ผมถึงเคยละเมอไว้แต่ตอนแรกๆไงครับว่า กรรมการสหกรณ์ไม่ใช่นักการเมือง
ใครที่เรียกร้องให้สมาชิกทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันนั้น
สมาชิกย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันนะครับ ไม่ว่าจะมีหุ้นเท่าไร ไม่ว่าจะตำแหน่งอะไร
แต่สิทธิใน การกู้เงิน ย่อมไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางการเงินของแต่ละคน
คนค้ำประกันที่ค้ำ 6 คน วงเงิน 1.2 ล้าน บาท รับผิดชอบจริงคนละ 200,000 บาท
(แต่ทางกฎหมายต้องรับทั้ง 1.2 ล้าน บาทนั่นแหละครับ)
คนค้ำประกันที่ค้ำ 3 คน วงเงิน 600,000 บาท ก็รับผิดชอบจริง คนละ 200,000 บาท
(แต่ทางกฎหมายต้องรับทั้ง 600,000 บาทเช่นกัน)
ไม่ใช่ปล่อยให้ค้ำ 3 คน ในวงเงิน 1.2 ล้านบาท แล้วคนค้ำต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น
สิทธิในการค้ำกับการกู้เป็นคนละเรื่องกัน
คนที่เรียกร้องให้สมาชิกเท่ากัน เรียกว่า รู้ไม่จริง ครับ
แถมยังพยายาม จับแพะชนแกะ ให้คนไม่รู้พลอยสับสน
การช่วยเหลือกันละหว่างสมาชิกจึงเป็น หัวใจของสหกรณ์
เมื่อสมาชิกส่วนหนึ่ง บังเอิญพลาดไป เป็นหนี้เป็นสินชนิดที่เรียกว่า หนี้ท่วมหัว ยังมีคนมาบอกว่าไม่ควรช่วย ไม่ช่วยวันนี้จะช่วยตอนไหน
แล้วทำไมคนไม่มีหนี้จึงไม่ให้กู้ในวงเงินสูงๆ
ไม่ใช่ไม่ให้กู้ แต่เราเปิดวงเงินกู้ วัตถุประสงค์เฉพาะ ให้มากขึ้น
มีให้ทั้ง กู้การเคหะ กู้เพื่อซื้อรถยนต์ กู้เพื่อซื้อรถจักรยานยนต์ กู้เพื่อซื้อคอมพิวเตอร์ กู้เพื่อการศึกษา กู้เพื่อติดตั้งถังแก้ส กู้เพื่อซื้อสินค้า กู้เพื่อทัศนศึกษา ใครอยากกู้เพื่ออะไรก็กู้ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ไม่ได้บังคับให้กู้ แต่ก็ไม่ใช่อิสระชนิดไม่มีปัญญาจ่าย ตอกเบี้ยทุกรายการของกู้วัตถุประสงค์เฉพาะ ถูกกว่ากู้สามัญ แล้วจะกู้สามัญไปเพื่ออะไร
เรียกร้องอย่างนี้ เรียกว่า รู้ไม่จริง
แถมเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง สักนิดนะครับ
ที่ว่า เศรษฐกิจพอเพียงมีหลักการ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และ ความมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว
หมายความว่า ต้องรู้จักพอประมาณ(Moderation) คือ ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
และการพอประมาณนั้นต้อง มีเหตุผล(Reasonableness) คือ การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยคำนึงถึงเหตุปัจจัยและผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
และหากเกิดความจำเป็นขึ้นมาจากการทำตนแบบพอประมาณนั้นจะต้อง มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว(Self Immunity) คือ การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
ทั้งนี้ต้องอยู่บนเงื่อนไข ความรู้(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) และ คุณธรรม(ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน สติปัญญา แบ่งปัน)
การพอเพียง จึงเป็นการพอเพียงตามสภาวะปัจจัยของแต่ละบุคคลแต่ละครอบครัว ที่ได้ทบทวนไตร่ตรองแล้ว
ผมเองก็ไม่รู้จริงนักกับเรื่องนี้ ก็ต้องเปิด short note ฉะนั้นก็ไม่บังอาจไปต่อว่าคนอื่นหรอกครับว่า ไม่รู้จักเศรษฐกิจพอเพียง
เพียงแต่ รำคาญ กับคน ไม่รู้จริง ก็เลยเก็บเอามา ละเมอ
แถมครั้งนี้ ละเมอหัวเราะเสียด้วย 55555
Sunday, February 17, 2008
หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง
ท่านสมาชิกครับ หลายครั้งที่ท่านสมาชิกแสดงความเห็น ผมในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการที่สมัครเข้ามาทำงาน ก็พยายามที่จะรับฟัง แต่บางครั้งก็เหลือที่จะรับฟังจริงๆ เพราะเหตุนี้จึงไป search หาคำๆหนึ่งที่ได้รับรู้มานาน เพื่อปลอบใจตัวเอง คือคำว่า หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง
ก็ให้บังเอิญไปพบกับบทความหนึ่งของ ท่าน ว.วชิรเมธี ก็ถือโอกาสยกเอาบทความของท่านมาทั้งบท ดังนี้ครับ
“ คำยกย่องหรือคำวิจารณ์จากคนซึ่ง ไม่รู้จริง ก็เช่นกัน เราไม่ควรถือเอาเป็นประมาณมากนัก (ไม่ได้
หมายความว่าไม่ให้ฟัง ฟังไว้ก็ดีเหมือนกัน แต่อย่าเสียเวลาให้ความสำคัญมากเกินไป)
ถ้อยคำของคนเหล่านั้น ว่าที่จริงก็เป็นได้แค่ ความเห็น
เป็น ความคิดเห็น ยังไม่ได้เลย เพราะเขาไม่เคย คิด (จะคิดต้องมีวิธีคิด มีหลักวิชา ไม่ใช่มีปากก็สักแต่ว่าพูดออกไป ใครมาถามอะไรให้ความเห็นได้หมด ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยศึกษาเรื่องนั้นมาก่อนเลย)
เขาเพียงแต่ เห็น ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันน่าจะเป็นอย่างนี้ แล้วก็ โพล่ง ออกไปตามที่ตาเห็นหรือตามที่อารมณ์รู้สึกก็เท่านั้นเอง
ถ้าเราไปมัวเงี่ยหูฟังคนเหล่านี้ไปเสียทุกเรื่อง ชีวิตนี้ก็คงสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเขาจะ แสดงความเห็นของเขาไม่หยุด ซึ่งเจ้า ความเห็น (อันไม่เกี่ยวกับความรู้) นี้ ถ้าไปถามเด็กห้าหกขวบ พวกเขาก็คงแสดงความเห็นได้ เหมือนกันการออกความเห็นน่ะ มันง่ายยิ่งกว่ากดรีโมตเสียอีก
ถ้าได้ยินได้ฟังถ้อยคำอันเป็นความเห็น (ไม่ถึงขั้นวิจารณ์) จากคนเหล่านี้ขอให้ถือคติเหมือนที่อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านถืออยู่ก็ได้ ท่านบอกนักข่าวที่ไปถามว่า ท่านรู้สึกยังไงกับเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ ท่านตอบประมาณว่า หมาเยี่ยวรดภูเขาทองๆ ไม่หวั่นไหวหรอก (ถ้าจำ คำ มาผิดก็ขออภัย แต่ ความ นั้นไม่ผิดแน่)
หรือเอาอย่างท่าน พุทธทาสภิกขุ ก็ได้ เมื่อมีคนกล่าวหาท่านมากๆ ด้วยสารพัดข้อหา เช่น บางคนหาว่าท่านเป็นพระบ้า พระนอกรีต เดียรถีย์ คอมมิวนิสต์ฯลฯ เมื่อมีคนไปถามว่า ทำไมไม่ตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนเหล่านั้นบ้าง ท่านหัวเราะอย่างอารมณ์ดีก่อนตอบว่า เรื่องของหมาเห่าตีน ช้างน่ะ อย่าไปสนใจนักเลย
ลองคิดว่าตัวเองเป็นภูเขาทอง หรือเป็นช้างดูสิ บางทีแทนที่เราจะเครียด อาจทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องน่าขำขึ้นมาก็เป็นได้ ”
อ่านแล้วก็สบายใจขึ้น
แต่ก็ยัง ละเมอ อยู่เหมือนเดิม
อ้างอิง http://www.thaitv3.com/drama/tamma/page8-6.html
Monday, February 4, 2008
เรื่องที่ไม่ได้พูด
จึงให้รู้สึกค้างๆคาๆอยู่ พอหลับก็เลย ละเมอ อีกตามเคย
ประเด็นแรก
สมาชิกส่วนหนึ่งต้องการให้แก้ปัญหาออมสิน ตรงกันข้าม กับที่คณะกรรมการดำเนินการปฏิบัติอยู่
อยากให้เป็นไปในรูปแบบที่มีผู้สมัครบางรายหาเสียง คือ ให้ผู้กู้ออมสินสามารถกู้สหกรณ์ได้ เพิ่มวงเงินกู้ ขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป
อยากจะบอกเหลือเกินว่า
ถ้าสมาชิกส่วนใหญ่ ต้องการเช่นนั้น ก็ ยินดี
แต่ คำว่าสมาชิกส่วนใหญ่ นั้น จะต้องเกิดจากสมาชิกแต่ละท่านได้ ลงลายมือชื่อจริง แจ้งว่าจะให้สหกรณ์ทำเช่นนั้น เพื่อยืนยันว่า ท่านได้รับทราบข้อมูลจริงแล้ว เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ยินดีเสี่ยงแล้ว
สหกรณ์ก็จะได้ประกาศให้สมาชิกส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วย(แน่นอนย่อมรวมประธานด้วย) และไม่อยากเสี่ยง ได้ถอนตัวออกจากสหกรณ์เสียโดยพลัน
ประเด็นต่อมา
เรื่องการเลือกตั้ง
ผมมีความรู้สึกว่า รูปแบบการเลือกตั้ง ของสหกรณ์เรา ยังไม่แตกต่างไปจากเดิมที่ผมเคนละเมอไว้ใน กรรมการสหกรณ์ ไม่ใช่ นักการเมือง คือ เราพยายาม เลียนแบบนักการเมือง
มีการหาเสียงแบบโจมตีกัน กล่าวหาคณะกรรมการชุดเดิมว่ามีผลประโยชน์ในเรื่องต่างๆ
และที่ผมเห็นว่าแย่ที่สุด ก็คือ การแจก เช่น ได้ข่าวว่ามีการแจกไอศกรีม ฯลฯ
ผมได้รับฟังด้วยความอเนจอนาถ
จะตื่นยังไม่กล้าจะตื่นเลยครับ ท่านสมาชิก
Thursday, January 17, 2008
เงินกำลังจะหมุนมา (2)
ความที่ ละเมอ ไว้ครั้งก่อน จึงมีภาค 2 ก็คือเป็นการละเมอต่อเนื่องนั่นเอง(แฮ่ม)
อะไรจะเกิดขึ้น ถ้ายอมให้สมาชิกไหลไปออมสิน
ท่านทราบหรือไม่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ มี
สมาชิกรวม 1940 คน
สมาชิกกู้สามัญ 1385 คน รวมวงเงินกู้ 485.20 ล้านบาท
สมาชิกกู้ฉุกเฉิน 260 คน รวมวงเงินกู้ 1.58 ล้านบาท
สมาชิกกู้เพื่อการเคหะ 9 คน รวมวงเงินกู้ 5.71 ล้านบาท
สมาชิกกู้ซื้อสินค้า 140 คน รวมวงเงินกู้ 4.77 ล้านบาท
รวมวงเงินกู้ 497.26 ล้านบาท
หากเรานำเฉพาะสมาชิกกู้สามัญมาลองวิเคราะห์และพยากรณ์
เฉลี่ยสมาชิกกู้สามัญคนละ 350,325 บาท คิดตัวกลมๆก็ 350,000 บาท
หากมีสมาชิกไหลไปออมสินสัก 1 ใน 3 ของที่กู้สามัญ หรือประมาณ 460 คน
จะมีเงินหมุนกลับมาทันที 161 ล้านบาท (350,000x460)
เงินกองอยู่ที่สหกรณ์ อย่างเก่งที่จะทำได้ทันทีก็คือเอาไปฝากธนาคารหรือชุมนุมสหกรณ์ ได้ดอกเบี้ยเต็มที่ ร้อยละ 3.25 ขาดทุนทันที ร้อยละ 4 (7.25-3.25) คิดเป็นเงิน กำไรต่อปีที่หายไป 6.44 ล้านบาท (ปี2550 นี้กำไรสุทธิ 29.4 ล้าน)
แต่บังเอิญสมาชิกส่วนใหญ่ที่จะไหลไปออมสิน กู้วงเงินสูง เกือบๆเต็ม 600,000 บาท
หากเงินหมุนกลับมาคนละ 600,000 บาทล่ะ ก็เป็นเงินที่หมุนกลับมาทันที 276 ล้านบาท
คิดเป็นกำไรที่หายไป 11 ล้านบาท
แล้วถ้าไหลไปออมสินมากกว่านั้นละ ลองไหลไปสัก ครึ่ง ของที่กู้สามัญ (ประมาณ 700 คน)
กำไรหายไปทันที 9.8-16.8 ล้านบาท
เงินกำลังจะหมุนมา กำลังจะหมุนมา กำลังจะหมุนมา
ตื่นจากฝันเถอะท่านทั้งหลาย
Friday, January 11, 2008
เงินกำลังจะหมุนมา
มีสมาชิกหลายท่านได้รับคำวิพากษ์คณะกรรมการ ในด้านที่เน้นอารมณ์
ประกอบกับ มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการ ทำตัวเป็น นักการเมือง
ฉวยโอกาส นำไปเป็น นโยบาย หาเสียง
ประธาน ไม่สามารถ ไปหาเสียงด้วยได้ ด้วยยังไม่หมดวาระ
ก็ได้แต่ ละเมอ มาอีกเช่นเคย
อะไรจะเกิดขึ้น ถ้ายอมให้สมาชิกไหลไปออมสิน
คณะกรรมการชุดปัจจุบัน(ที่กำลังจะหมดวาระในไม่กี่วันนี้) ต้องใช้ความกล้าหาญชาญชัย อย่างยิ่งที่อาจโดนสมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจผิด ในการสกัดกั้นสมาชิกส่วนหนึ่งไม่ให้ เฮละโล ไปกู้ออมสิน ด้วยการ ยืนยัน หลักการของสหกรณ์ และ ยึดมั่น ความมั่นคงของสหกรณ์เป็นที่ตั้ง
สหกรณ์ช่วยเหลือสมาชิกได้ แต่ สหกรณ์ต้องมีความมั่นคง
เมื่อมี sign เพียงน้อยนิด ที่บ่งชี้ว่าอาจส่งผลกระทบให้สหกรณ์สั่นคลอน ต้องรีบหยุดยั้งทันที เราจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ลุกลามไม่ได้
หากปล่อยให้สมาชิกไหลไปออมสินจำนวนมาก เงิน จะไหลกลับมากองที่สหกรณ์ กำไร จะลดลงทันที สหกรณ์จะอยู่ในภาวะ จมทุน
ยิ่งออกไปมาก ยิ่งจมทุนมาก อย่าหวังว่าจะปล่อยกู้ออกไปได้ เพราะทำเกือบเต็มที่แล้ว ยังเหลือเงินกองอยู่ในมือขณะนี้ 60 ล้าน
การปล่อยให้สมาชิกกู้ไปได้ ด้วยภาวะ เสี่ยงสูง ของสหกรณ์ โดยยอมให้สมาชิกกู้ทั้ง 2 ทาง คือทั้งออมสิน และสหกรณ์ โดยสหกรณ์เป็น เบี้ยล่าง คือ สมาชิกหักจ่ายออมสินก่อน สหกรณ์ย่อมสูญเสียหลักประกันอันมั่นคงเดิมไป จนหมดสิ้น
หากยอมช่วยเหลือสมาชิกส่วนน้อยบางราย ให้กู้ได้ โดยสหกรณ์ไม่มีความมั่นคง จะเป็นจุดเริ่มต้นของ แผลเบาหวาน ที่จะลุกลามไปจนต้อง ตัดขาทิ้ง หรือ เสียชีวิตในที่สุด
ผู้สมัครกรรมการชุดใหม่ พึงสังวรไว้ให้ดี
ถ้าท่านยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด
โปรดสละเวลามาคุยกับ ประธาน (ที่ท่านจะต้องทำงานร่วมด้วย) ก่อนจะไปหาเสียง
ท่านสมาชิก
โปรดทบทวน ด้วยสติ ก่อนจะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาเป็นกรรมการ
อย่าปล่อยให้ประธาน ละเมอ อยู่ได้นะเออ
Sunday, January 6, 2008
เลือกตั้งกรรมการสหกรณ์ คิด คิด คิด
ผมเคยเป็นกรรมการและประธานกรรมการหลายสมัย ในปีที่แล้ว ผมเสนอรูปแบบของการสมัครเป็นทีม เพื่อนำผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกัน คุยกันในหลักการไว้ล่วงหน้ามาร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ ไม่เช่นนั้น คณะกรรมการที่เข้ามาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ก็จะทำตามกระแสอย่างเดียว เพื่อเอาใจสมาชิก
ปีนี้ก็ยังคงยืนยันว่า ผู้ที่เข้ารับเลือกตั้งควรจะรวมทีมและกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อการพัฒนาสหกรณ์
และเพื่อเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของทีม ผมเสนอว่า ทีมที่จะเข้ามาใหม่ต้องศึกษาแนวคิดของคณะกรรมการที่เหลืออยู่เดิม และเสนอแนวนโนบายที่เมื่อได้รับเลือกเข้ามาแล้ว สามารถเดินร่วมกันไปได้
ผมอยากจะเชียร์ให้ชัดเจนว่าควรเลือกทีมไหน เพราะจะต้องทำงานร่วมกัน
แต่ก็ต้องในสถานที่อื่น
ตรงนี้ ก็ได้แต่ละเมอ บอกว่า
มีทีมเดียวที่เข้ามาคุยกับประธาน(ที่ต้องทำงานต่ออีก 1 ปี) ถึงเรื่องแนวคิดด้านนโยบายอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ไปเสาะหากันเองนะครับ
Saturday, November 24, 2007
กรรมการสหกรณ์ ไม่ใช่ นักการเมือง
และเป็นกรรมการชุดแรกที่ริเริ่มการกู้เงินธนาคารมาปล่อยให้สมาชิกกู้ ต้องเป็นผู้ค้ำประกันกับธนาคาร(ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเรื่องที่ถือว่าเสี่ยงมาก คณะกรรมการบางท่านตัองลาออก เนื่องจากคู่สมรสไม่ยินยอม)
ต่อมา ผมได้สมัครเป็นกรรมการใน กลุ่มคณะกรรมการกลาง พบว่ามีผู้สมัครบางคนมีการแจกของเหมือนนักการเมือง และได้รับการเลือกให้เป็นกรรมการ เมื่อพิจารณาดูแล้ว ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า มีคุณสมบัติที่ไม่ด้อยกว่าผู้สมัครกรรมการเหล่านั้น แต่สมาชิกเป็นผู้ตัดสิน จึงตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสหกรณ์อีก ยกเว้นในฐานะสมาชิกธรรมดา
ต่อมาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2543 มีปัญหา สมาชิกไม่รับรองผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการ ผมเดินทางไปห้องประชุมช้า และถูกจับตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานกรรมการ ปี 2544 โดยบังเอิญและจำใจ
ด้วยเหตุนี้ผมจึงลาออกเมื่อทำงานครบ 1 ปี เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบปกติของสังคม
หลังจากนั้นได้สมัครเสนอตัวให้สมาชิกเลือกเป็นประธานคณะกรรมการ ในวาระ 2546-2547
จากการได้สัมผัสกับระบบการทำงานของคณะกรรมการหลายวาระ ผมมีความเห็นว่าควรต้องมีการปรับระบบการบริหารจัดการที่ยังไม่ชัดเจน
เมื่อต้องรอ 2 ปีตามวาระ จึงเสนอรูปแบบของการสมัครเป็นทีม เพื่อนำผู้ที่มีแนวคิดเหมือนกัน คุยกันในหลักการไว้ล่วงหน้ามาร่วมกันพัฒนาสหกรณ์ ไม่เช่นนั้น คณะกรมการที่เข้ามาแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ก็จะทำตามกระแสอย่างเดียว เพื่อเอาใจสมาชิก
ผมยืนยันว่า หลักการสหกรณ์เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องยึดถือ หากสมาชิกท่านใด(รวมทั้งกรรมการท่านใด) เห็นว่ากระบวนการที่ผมและคณะกรรมการส่วนใหญ่ ดำเนินการไม่ถูกต้อง ก็สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหา ตามระเบียบและข้อบังคับได้ แต่ไม่อยากเห็นสมาชิก(และคณะกรรมการบางท่าน) ไปเลียนแบบวิธีการเมืองระดับประเทศ
ทำตัวเหมือนนักการเมืองไปได้ เฮ้อ
Sunday, November 4, 2007
ประธานเบื่อสมาชิกได้มั้ย
สมาชิกหลายท่านบ่นฝากมาหลากหลาย
สมาชิกหลายท่าน post ข้อความใน webboard
ปกติผมเป็นคนชอบตอบ webboard แต่คราวนี้รู้สึกเหนื่อย จึงได้แต่อ่าน
บางครั้งก็เกิดความรู้สึกเบื่อสมาชิกเหมือนกัน
ที่ท่านดูเหมือนจะเอาแต่ใจไปหน่อย จะบ่นก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ แต่อยากให้มันสร้างสรรหน่อย
มีคำแนะนำดีๆ ก็จะพยายามนำไปพัฒนาปรับปรุงสหกรณ์
อะไรที่ไม่สร้างสรร ก็คงขออภัยที่ต้องลืมเลือนมันไป
ผมเองจึงต้องทบทวนตนเอง
และเข้าใจว่า ที่เสนอตัวเข้ามาบริหารงานสหกรณ์นี้ ตนเองจะมีผลประโยชน์(เท่าที่นึกได้) ดังนี้
1. เพื่อสนองความอยากของตัวเอง ที่คิดอยากทำอะไร ก็เข้ามาทำเอง ไม่รอที่จะคิดแล้วไปเสนอ หรือสั่งให้คนอื่นทำ มันไม่ได้ดั่งใจ ไม่ดีแต่บ่น หรือต่อว่าคณะกรรมการที่เขาทำอยู่ สมัครเข้ามาทำเองซะเลย มันส์กว่า
2. ไ้ด้เบี้ยประชุม และ โบนัส ในหนึ่งปี (โบนัส)ก็น่าจะได้ประมาณ 50,000 บาท คิดเป็นรายเดือน ก็คงสัก เดือนละ 4000-5000 บาท
3. ได้กล่อง ได้ชื่อเสียง เกียรติยศ ว่ามีสมาชิกเลือกเป็นผู้แทนมาทำงาน
แต่การที่ผมเต็มใจสมัครเข้ามาเป็นประธาน ได้รับโบนัสตอบแทน
ไม่ได้หมายความว่า ผมจะเบื่อสมาชิกไม่ได้้้
เมื่อบ่นไม่ได้
ก็ได้แต่ zzz ละเมอ zzz
Thursday, September 27, 2007
เสียงบ่นจากสมาชิก
สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับเสียงสะท้อนมาตลอดก็คือ เสียงบ่นของสมาชิก ต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ ที่ให้บริการไม่ประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาที่ไม่เอาไหน การตอบคำถามที่ไม่ชัดเจน การบริการที่ล่าช้า ฯลฯ
ในฐานะประธานกรรมการ ได้พยายามที่จะแจ้งผู้จัดการและเจ้าตัวให้ช่วยกันปรับปรุงพฤติกรรมบริการ หากมองมุมบวกไม่ได้ ก็ยังมีทางเลือกให้มองมุมลบ คือเห็น ลูกค้าคือปีศาจ ก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ปีศาจพอใจ
เสียงบ่นก็ยังมีมา และดูเหมือนจะมากขึ้น
ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า เรา(หมายถึง คณะกรรมการรุ่นเก่าๆที่ผ่านมาจนถึงชุดนี้) ปล่อยปละละเลยมากเกินไป จนเจ้าหน้าที่สหกรณ์ มีความเข้าใจผิด คิดว่าตนเองเป็นข้าราชการ ไม่ใช่พนักงานขององค์กรเอกชน ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่มีการประเมินผลงาน มีการเลื่อนเงินเดือน มีการให้ขั้นความดีความชอบเหมือนข้าราชการ มีโบนัสแบบเอกชน
พูดตรงๆ สิ่งที่ผมอยากทำก็คือ
1. น่าจะมีการทบทวนสัญญาจ้างกันใหม่ ให้มีการระบุการประเมินงานอย่างชัดเจน
2. น่าจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ไปอบรมพฤติกรรมการให้บริการ
3. ประเมินอย่างตรงไปตรงมา หากมีปัญหาจริง กรรมการก็น่าจะพร้อมที่เปลี่ยนแปลงไม่ลูบหน้าปะจมูก กล้าที่จะตัดสินใจ
4. อยากให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในฝ่ายจัดการ ได้ทบทวน เสียงบ่นจากสมาชิก แล้วคิดว่าควรทำอย่างไร หรือจะปล่อยให้ผม รอ ต่อไป รอแล้วรอเล่าก็ได้แต่ รอ รอว่าวันไหนจึงจะมีการเปลี่ยนแปลง พูดแล้วก็นึกถึงเพลงเก่าขึ้นมาได้เพลงหนึ่ง
น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน
Wednesday, September 19, 2007
ก่อนนอน ก่อนละเมอ
การละเมอ จึงอาจเป็นหนทางหนึ่งของมนุษย์
ที่จะปลดปล่อยความเครียดสะสมออกไปได้
การฟังเสียงคนละเมอ จึงอาจล่วงรู้ความในใจที่ปกปิดของคน คนละเมอ
เมื่อเราได้ยินใครสักคนละเมอ เขาว่าหากต้องการพูดคุยด้วยให้หันหลังให้
้ก็จะสามารถโต้ตอบกันได้
เมื่อประธานสหกรณ์ มาละเมอตรงนี้ สมาชิกจึงอาจโต้ตอบได้เช่นกัน
เพราะอย่างไรก็ไม่เห็นหน้า
หากมีความคิดเห็น ขออย่ารั้งรอ ที่จะแสดงความคิดเห็น ใน ความคิดเห็น
ท่านจึงมีทางเลือก ที่จะปลุกให้ตื่น หรือจะปล่อยให้นอนละเมอต่อไป
นี่เป็นข้อตกลงก่อนนอน ก่อนที่จะละเมอ